ผู้เขียน หัวข้อ: การวางแผน Money Management  (อ่าน 26444 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
การวางแผน Money Management
« เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 05:30:13 AM »
จากที่ผมได้ลองเสนอตัวอย่าง Trading Plan ในกระทู้ http://thailandforexclub.com/index.php?topic=5339.0 นั้น พบว่ามีปัญหาอยู่หลายจุด เพราะจริงๆ แล้ว Trading Plan ที่ผมเสนอไปนั้น เหมาะกับสไตล์การเทรดของผม ซึ่งในบางกรณีอาจจะไม่เหมาะสำหรับท่านอื่นๆ ผมจึงคิดว่า ถ้าอย่างนั้นผมน่าจะตั้งกระทู้อธิบายเกี่ยวกับ Trading System เลยดีกว่า เพื่อให้ทุกท่านสามารถออกแบบ Trading Plan และ MM ให้เหมาะกับระบบที่ตัวเองใช้ได้ แต่เนื่องจากกระทู้นี้มีเนื้อหามาก อาจจะต้องใช้เวลาซักเล็กน้อย  :D ผมจึงขอนำมาอธิบายเป็นตอนๆ แล้วกัน เพื่อให้เนื้อหาไม่สับสน และเป็นการให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายในบอร์ดนี้ช่วยแนะนำด้วย
หลังจากที่ผมสังเกตดูในบอร์ดนี้ พบว่าเพื่อนๆ หลายคนสนใจในตัว Trading System และ Technical Analysis กันมาก ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามันมีความสำคัญสำหรับการเทรดจริงๆ แต่ในความสำคัญนั้น ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญกว่า หนึ่งในนั้นคือการวาง Trading Plan และการใช้ Money Management ซึ่งอาจเพิ่มผลกำไรให้เรา และทำให้การเทรดของเราปลอดภัยในระยะยาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง การใช้ MM กับการเทรด Forex ผมอยากเริ่มต้นด้วยการให้ดูตัวอย่างสมมติจากการเทรดในรูปแบบต่างๆ เสียก่อนนะครับ ตามรูปที่แนบมานี้

โดยถ้าผมสมมติว่า
ผมมี Trading System ระบบหนึ่ง ที่มี %win 70% และ %Loss 30% และจำนวนจุดที่ได้จากการ win เฉลี่ย 50 จุด และ จำนวนจุดในการ loss เฉลี่ย 30 จุด
อ่านดูแล้วเป็นระบบที่ดูดีใช่ไหมครับ คราวนี้เราจะมาดูกันต่อ ว่าถ้าเราใช้ MM แบบต่างๆ หลังจากการเทรดไป 40 ครั้ง จะเกิดผลอย่างไรบ้าง โดยถ้ามีทุนเริ่มต้น $100

การเทรดแบบที่ซื้อ 2.0mLot ตลอดไป จะได้ยอดสุดท้ายเท่ากับ $298 ผมจะคิดค่านี้เป็น 100% นะครับ เพื่อเทียบกับการใช้ MM ในรูปแบบต่างๆ
เราจะพบว่า ถ้าใช้ MM ได้อย่างเหมาะสม ยอดที่ได้อาจจะสูงกว่าการไม่ใช้ MM ได้ถึงเท่าตัวทีเดียว ! ($607.8 หรือ 200%) ทั้งนี้ยังไม่ได้ยุ่งกับระบบเทรดเลยนะครับ ทุกอย่างยังเป็นระบบแบบเดิมๆ

ตอนนี้ทุกท่านเริ่มเห็นความสำคัญของ MM รียังครับ ถ้าเริ่มสนใจแล้วในตอนต่อไปผมจะเริ่มพูดถึง การวิเคราะห์ระบบเทรด และการหาค่า Expectancy ของ Trading System

ข้อคิดข้อที่ 1 : MM ที่ดีที่สุดไม่ใช้ MM ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดนะครับ แต่เป็น MM ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มกราคม 2015, 20:46:47 PM โดย admin »

bmwseries3

  • บุคคลทั่วไป
Re: เนื้อหาว่าด้วยการใช้ Money Management
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 05:40:15 AM »
ขอบคุณมากครับ เยี่ยมมากเลย  :D

จะรออีกนะครับ

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: เนื้อหาว่าด้วยการใช้ Money Management
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 06:00:15 AM »
ตอนที่ 1 เกี่ยวกับค่า Expectancy ของ Trading System

ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ MM กับการเทรดนะครับ อยากให้เพื่อนๆ สนใจตัวระบบเทรดของท่านเองก่อน

ระบบเทรดที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ระบบเทรดจริงๆ แล้วมีหลายแบบ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีระบบใดที่คาดการณ์เทรนได้ถูกต้อง 100% พูดอย่างง่ายๆ คือ คุณไม่สามารถออกแบบระบบที่จะทำให้การเทรดทุกครั้งกำไรได้ตลอด ดังนั้นระบบเทรดที่ดีนั้นคือระบบที่ ยังคงรักษาผลกำไรไว้เป็นบวกได้ แม้จะได้หรือเสียบ้าง

ในทางคณิตศาสตร์ เราสามารถแสดงว่าระบบเทรดนั้นสามารถทำกำไรให้เราได้หรือไม่ (พูดง่ายๆ คือให้ผลการเทรดเป็นบวก) โดยการอาศัยการประมาณค่า Expectancy หรืออาจจะเรียกว่า ค่าคาดหวังก็ได้ โดยค่าคาดหวังนี้มีสูตรการคำนวณดังนี้ (ดัดแปลงให้ง่ายสำหรับ Forex)

Expectancy=(PipsProfit x ProbProfit)-(PipsLoss x ProbLoss)

โดยที่ถ้าค่า Expectancy มีค่าเป็นบวก หมายถึงระบบสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว แต่มีค่าเป็นลบ ขอให้รีบห่างจากระบบนี้อย่างด่วนเลยนะครับ  :D

เราลองมายกตัวอย่างง่ายๆ กันก่อน

ยกตัวอย่างการปั่นเหรียญ ซึ่งมีโอกาส 2 แบบ คือ ออกหัว 50% และ ก้อย 50% ถ้าเราสมมติว่าการเล่นแต่ละครั้งมีโอกาสได้หรือเสียเท่ากัน คือ 10 บาท เราจะได้ว่า
Expectancy=(10x0.5)-(10x0.5)=0 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ไม่ทำกำไรในระยะยาว (แต่ก็ไม่ขาดทุน) ไม่ว่าจะเล่นนานเท่าไหร่ก็เสมอตัวครับ

คราวนี้มาลองดูระบบต่อไป ซึ่งโฆษณาว่ามีค่า %wins ถึง 80% ฟังแล้วดูดีใช่มั้ยครับ แต่อย่าเพิ่งตาลุกครับ เราลองมาดูต่อไปว่าระบบนี้จะมีค่า Expectancy เท่าไร ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดของระบบเทรดนี้แล้ว ปรากฎว่า ค่า %wins 80% นี่เกิดจากการตั้ง SL ที่ 100 จุด และ TP ที่ 20 จุด ซึ่งจะได้ว่า Expectancy=(20x0.8 )-(100x0.2)=-4 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ใช้แล้วขาดทุนนั่นเอง T T

ลองดูอีกซักตัวอย่างแล้วกันนะครับ(คือผมเริ่มเมื่อยแล้ว  ;D) สมมติว่ามีระบบเทรดระบบหนึ่งที่มี %wins 40% และ %loss 60% ระบบนี้ดูไม่น่าเล่นใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อน ผู้พัฒนาระบบบอกว่า เวลาคุณได้กำไรจะได้กำไรโดยเฉลี่ย 60 pips และถ้าเสียจะเสียเพียง 30 pips ซึ่งพอเรามาคิดค่า Expectancy จะได้ Expectancy=(60x0.4)-(30x0.6)=+6 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ทำกำไรได้ เฉลี่ยแล้ว 6 pips ต่อการเทรด 1 ครั้ง น่าสนใจใช่มั้ยล่ะครับ  :)

ทั้งหมดนี้เป็นค่าโดยประมาณเท่านั้นนะครับ เพราะว่าค่า Expectancy คำนวณจากผลในอดีตของเรา ซึ่งในอนาคตผลไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้นถ้าหาค่า Expectancy ได้มีค่าใกล้ศูนย์ (แม้จะเป็นบวกน้อยๆ) ก็อาจจะทำกำไรในอนาคตไม่ได้นะครับ และที่สำคัญ ผลที่ใช้คำนวณค่า Expectancy ของเรา ขอให้คำนวณจากการเทรดของเรานะครับ ไม่ใช่เอาระบบคนอื่นมาไม่พอ ยังเอาผลการเทรดคนอื่นมาคิดด้วย เพราะนั่นคือค่า Expectancy ของเขา ไม่ใช่ของเราครับ ในการเทรดจริงๆ แล้ว ครึ่งหนึ่งมาจากอารมณ์ของเรานะครับ ขอให้คิดตรงนี้ด้วย

ข้อคิดข้อที่ 2 : MM จะไม่มีประโยชน์เลยสำหรับ Trading System ที่มี Expectancy เป็นลบ เพราะไม่ว่าจะเล่นอย่างไรก็เสีย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 09:56:50 AM โดย tonmaibiya »

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: เนื้อหาว่าด้วยการใช้ Money Management
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 06:35:31 AM »
ตอนที่ 2 ทำไมต้องใช้ Money Management

ในการเทรด คุณเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่

  • เทรดได้หลายๆ ครั้ง เริ่มมั่นใจ แล้ว overtrade แล้วก็เสีย T T ยอดเงินที่เสียครั้งเดียวเกือบเท่าๆ กับ ครั้งที่ได้ผ่านๆ มารวมกัน
  • เทรดโดยใช้ %Risk สูงๆ เพื่อหวังให้ยอดเงินโตเร็วๆ แต่พอเสียครั้งหนึ่งแล้วหมดความมั่นใจ ครั้งต่อมาก็ลงน้อยๆ สุดท้ายพอได้มาก็ได้นิดเดียว ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า เวลาได้ลงน้อย เวลาเสียลงมาก ซะงั้น สุดท้ายกลายเป็น หมดตูด T T
  • กรณีนี้ดีขึ้นมาหน่อย คือเล่นได้กำไรไปเรื่อยๆ แต่พอเสีย 3-4 ทีติดกัน เงินหายไปเกือบครึ่ง เล่นเอาหมดความมั่นใจไปพักใหญ่
  • ไม่รู้ว่าระบบที่ตัวเองใช้ควรจะลงเงินเท่าไหร่ดี เพิ่มยอดเท่าไหร่ดี ทำให้การเทรดไม่มีแบบแผน แม้จะได้กำไรก็ไม่มากเท่าที่ควร แถมยังควบคุมความเสี่ยงไม่ได้

และความสำคัญของ MM ก็คือ
  • กรณีที่ระบบเทรดของเราได้กำไรอยู่แล้ว MM จะช่วยทำให้กำไรที่ได้นั้นมากขึ้น (โดยไม่ต้องพัฒนาระบบ) ซึ่งสามารถทำให้ระบบบ้านๆ ของเราสามารถสร้าง Capital Growth เหนือกว่าระบบที่สุดยอดแต่ไร้การวางแผนได้
  • ในกรณีที่เราเล่นเสีย MM จะคอยควบคุมการเสียของเราให้อยู่ในความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และรักษาเงินทุนของเรา ช่วยให้สามารถผ่านช่วงที่เสียหนักๆ (ช่วงที่เกิด Drawdown) ได้

จากเหตุผลที่กล่าวมานี้ MM จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเทรดนะครับ ในตอนต่อไปผมจะเริ่มกล่าวถึงชนิดของ MM แล้วนะครับ

ข้อคิดข้อที่ 3 : การเทรดที่กำไรเป็นส่วนประกอบของ ระบบเทรด 20% Money Management 30% และ Emotions (รวมถึง Discipline) 50% แต่หลายคนกลับสนใจ 20% ส่วนแรกมากที่สุด (สรุป: ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จใน Forex มีไม่ถึง 20% แต่ 80% นั้นเสีย (สรุปแบบขำๆ นะครับ จริงๆ แล้วยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมาก))
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 09:58:04 AM โดย tonmaibiya »

auygeo

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 08:53:06 AM »
ขอบคุณครับ ;)

lacktasid

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 09:15:37 AM »
ขอบคุณครับ.. รอติดตามครับ   :D

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 09:53:00 AM »
ตอนที่ 3 ชนิดของ Money Management

แม้ว่า MM จะมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบที่วางด้วยช่วงเวลา อัตราส่วนการลงทุน หรืออัตราส่วนการเติบโตของเงินทุน แต่เราสามารถแบ่ง MM ได้เป็น 3 แบบ (ในบางที่อาจจะใช้แค่ 2 แบบนะครับ) ดังนี้

1. Constant Investing Money Management - การเทรดแบบนี้คือการตั้งค่าการเทรดตั้งแต่เริ่มเทรดเลย เช่น ตั้งไว้ที่ 2.0 Lot ก็จะเทรดเท่านี้ต่อไปตลอด จนยอดเพิ่มขึ้นมากขึ้นแล้วอาจจะเปลี่ยนการตั้งค่า โดยเริ่มคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็น MM ที่ง่ายที่สุด ข้อดีคือยิ่งเล่นได้มากขึ้น ความเสี่ยงโดยรวมก็จะยิ่งลดลง และลำดับการได้เสียไม่มีผลต่อการเทรด (เช่น เสียติดกันสิบครั้ง แล้วตามด้วยได้สิบครั้ง ให้ผลไม่ต่างจากได้สลับกับเสียอย่างละครั้ง) โดยทั่วไปจะใช้ MM แบบนี้เป็นตัวเปรียบเทียบกับ MM ในรูปแบบอื่นๆ

ตัวอย่างเช่นดังตารางด้านล่างนะครับ (เทรดด้วย Quantity เท่าเดิมตลอด)
        เทรดครั้งที่        เงินลงทุน        กำไร/ขาดทุน        เทรดครั้งที่        เงินลงทุน        กำไร/ขาดทุน
             1               1000              +200                  1               1000              +200
             2               1200              +200                  2               1200              +200
             3               1400               -100                  3               1400              +200
             4               1300               -100                  4               1600              +200
             5               1200               -100                  5               1800              +200
             6               1100              +200                  6               2000              -100
             7               1300              +200                  7               1900              -100
             8               1500               -100                  8               1800              -100
             9               1400              +200                  9               1700              -100
           10               1600               -100                10               1600              -100
                              1500                                                         1500

จะเห็นว่ายอดการเทรดเท่ากัน ไม่ว่าระบบจะมีลำดับการกำไร ขาดทุนอย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบนี้ คือ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่คิดมาก ลำดับการเทรดไม่มีผลต่อกำไร ขาดทุน ยิ่งเล่นนานโอกาสเสียหมดตัวยิ่งน้อยลงมาก ส่วนข้อเสีย คือ ทุนเติบโตช้ามาก อาจจะเร็วในช่วงแรก แต่จะช้ามากในช่วงหลังๆ จนต้องปรับแผนใหม่ (บางทีอาจไม่นับการเล่นแบบนี้เป็น MM)

2. Martingale Money Management - การเล่นแบบนี้เรียกง่ายๆ ว่า แทงทบ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะเข้าใจดีจากเว็บพวก Casino ที่เล่นปั่นหัว-ก้อย และมีสูตรตามบอร์ดบอกถึงวิธีได้ 100% หรืออะไรทำนองนี้ (ซึ่งมันไม่จริงหรอก) ซึ่งระบบนี้ใช้หลักการที่ว่า

สมมติฐานที่ 1: เมื่อเราเทรดเสีย การจะกลับไปมีเงินทุนเท่าเดิมนั้นจะยากขึ้น เช่น คุณมีพอร์ทขนาด $100 เสียไปครึ่งหนึ่ง คือ $50 การที่จะทำให้ทุนเท่าเดิมจึงต้องเทรดให้ได้กำไรเป็นสองเท่าของทุนแล้ว (จาก 50-100) ไม่ใช่เทรดเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งแบบตอนที่เสีย ลักษณะแบบนี้เราจะเรียกว่า Drawdown ดังนั้นในการเทรดครั้งหลังๆ ควรจะลงทุนเป็นจำนวนมากขึ้น เพื่อให้ทุนกลับมาเท่าเดิมได้เร็วขึ้น

สมมติฐานที่ 2: การเทรดเสียแต่ละครั้ง ในบางโอกาส เมื่อเราเสียครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะเสียครั้งต่อไปจะลดลง เช่นการเทรดพวก Commodities Future ซึ่งอาจมีราคาต่ำสุดในรอบฤดูกาลนั้นๆ และคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้นในช่วงต่อไป อาจจะใช้วิธีนี้ หรืออาจจะใช้การเล่นแบบซื้อเฉลี่ยได้ ซึ่งโอกาสที่ซื้อครั้งหลังๆ (ราคาต่ำมากแล้ว) จะมีโอกาสเสียน้อยลง เพราะ Commodities ราคาจะไม่เป็น 0 แน่นอน

ข้อดี: ระบบนี้เหมาะมากสำหรับระบบที่เข้ากับสมมติฐานทั้งสองข้อข้างต้น และอาจใช้ร่วมกับการซื้อเฉลี่ยได้ ผลกำไรที่ได้จากการเทรดครั้งหลังๆ จะเป็นทวีคูณ

ข้อเสีย: ระบบนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการเทรดที่ใช้ Margin หนักๆ อย่าง Forex เนื่องจากการทบนั้นครั้งหลังๆ จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ และการเล่น Forex ก็คาดการณ์ได้ยากว่าราคาจะขึ้นหรือลงไปถึงจุดไหน แถมด้วยโอกาสได้เสียของการเทรดแต่ละครั้งยังเป็นอิสระต่อกันด้วย เช่นเดียวกับการเล่น หัว-ก้อย ซึ่งไม่ควรใช้ระบบนี้เช่นกัน เพราะว่าเมื่อออกหัวติดๆ กันหลายครั้งแล้วไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปโอกาสออกก้อยมากขึ้น โอกาสออกก้อยก็ยังเป็น 50% เท่าเดิม ซึ่งบางครั้งการแจกแจงความน่าจะเป็นในชีวิตจริงก็ทำไม่ได้อย่างตรงไปตรงมานะครับ อีกอย่างด้วยระบบนี้อาจทำให้เสียหมดตัวได้ ในการเทรดช่วงเดียว (ช่วงที่เจอ Drawdown อาจหมดตัวได้)

เนื่องจากระบบนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องนักกับการลงทุนใน Forex ผมจึงจะไม่ขอกล่าวถึงมากนะครับ ส่วนตัวอย่างรูปแบบการลงทุน อาจจะเป็นได้ทั้งแบบ 2n หรือ 3n ก็ได้ เช่น เริ่มจากจำนวน Lot 0.1->0.2->0.4->0.8->1.6->3.2 อย่างนี้เป็นต้น

3. Anti Martingale Money Management - ระบบนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าตรงกันข้ามกับระบบ Martingale หรือระบบ แทงทบ ซึ่งจะลงเพิ่มเมื่อเงินทุนลดลง แต่ MM แบบนี้ จะเพิ่มจำนวนการเทรดขึ้นเมื่อยอดเงินเพิ่มขึ้นพอสมควรแล้ว ซึ่งลักษณะการเพิ่มของระบบนี้ ในทางคณิตศาสตร์จะเพิ่มในลักษณะของกราฟเอกซ์โพเนนเชียล หรือในลักษณะของอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งเป็นระบบที่พวกเราทั่วๆ ไปใช้กันนั่นเอง ส่วนรายละเอียดของระบบนี้ขอเป็นคราวหน้าแล้วกันนะครับ ครั้งนี้ผมเมื่อยแล้ว 555+

ข้อดี: ความเสี่ยงในการเทรดค่อนข้างคงที่ การเพิ่มของเงินทุนเป็นแบบอนุกรมเรขาคณิตซึ่งรวดเร็วมาก

ข้อเสีย: หากควบคุมความเสี่ยงไม่เหมาะสมกับการเทรด หรือมี Trading System ที่มี Expectancy เป็นลบ (แต่เข้าใจว่ามันเป็นบวก T T) หรือการกระจายตัวของการเทรดไม่เหมาะสม ระบบนี้ก็อาจจะเร่งการเสียได้เร็วพอๆ กับเร่งยอดของเงินทุน ซึ่งอันตรายมาก แต่วิธีนี้ก็มีทางแก้ โดยการใช้รูปแบบของการเทรดแบบต่างๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะเหมาะสมกับนิสัยและสไตล์การเทรดของแต่ละคน

ปล. ช่วงหลังๆ อาจไม่เขียนตัวอย่างนะครับ เพราะว่าผมเหนื่อยอ่ะ เอาเป็นว่าท่านอื่นๆ ถ้าอยากแสดงตัวอย่างการเทรดแบบต่างๆ ก็สามารถแสดงกันได้เต็มที่เลยนะครับ ^^

ปล. 2 เนื่องจากขณะที่เขียน ผมเขียนๆ เอาโดยอาศัยจำๆ เอา อาจจะไม่ได้อ้างอิงความถูกต้องมากนัก ดังนั้นอาจจะมีที่ผิด (จากความเข้าใจผิดของผม) ในที่ใดที่หนึ่งได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง วานท่านผู้รู้ช่วยแก้ไขและตรวจสอบความถูกต้องให้ด้วยนะครับ
 
และในคราวหน้าเราจะเริ่มพูดถึงขวากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักลงทุน นั่นคือ Drawdown  :'(

ข้อคิดข้อที่ 4: เมื่อมี Trading System ที่ดีแล้ว MM จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ถ้าใช้ Constant Investing คุณจะเป็นนักออมเงินทีดี หากใช้ Martingale MM คุณจะกลายเป็นนักพนัน และสุดท้ายหากใช้ Anti Martingale MM อย่างเหมาะสม คุณจะกลายเป็นผู้มีอิสระภาพทางการเงิน  :D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 10:02:29 AM โดย tonmaibiya »

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • นักลงทุนขั้นเทพ
  • *****
  • กระทู้: 28732
  • พลังน้ำใจ: 1078
    • ThailandForexClub
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 10:01:52 AM »
รออ่านต่อนนะครับ คุณ phdluki - ขอบคุณครับ  :)

thep

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 10:13:47 AM »
โพสคุณภาพอีกแล้วครับทั่น!

ขอบคุณ คุณ phdluki มากครับ รอติดตามครับ ;D

prince_ice

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 10:50:25 AM »
ผมเทรดไม่เคยมี MM เลยครับ แต่พอมาอ่านกระทู้นี้ได้ประโยชน์มากครับ จะขอนำ ความรู้ที่ได้นี้ไปใช้น่ะครับ ;)

toare

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:01:33 AM »
thank you !!  ;D

auygeo

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:09:18 AM »
รอติดตามตอนต่อไปน่ะครับ

blesman_u

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:22:19 AM »
บทความนี้ยอดเยี่ยมครับ

แต่เสียดาย น่าจะมีตัวอย่างหน่อยนะครับ เพราะบางอย่างนึกไม่ออกจริงๆค๊าบ  ;D

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:34:12 AM »
ตอนที่ 4 Drawdown
        ว่ากันว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้นักลงทุนแทบทุกคนที่ท้อ เจ๊ง และหมดทุนเลิกเล่นกันไปหลายรายนั้น ก็เพราะว่าผ่านช่วงที่เป็น Drawdown ไม่ได้นี่แหละครับ ในตอนนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของ Drawdown และมาดูกันว่า Drawdown ที่แท้จริงแล้วคืออะไร
        ก่อนจะรู้จัก Drawdown ผมว่าเราควรรู้จักการเสียก่อน นั่นคือ Loss โดยการเสียนั้น เราจะเห็นได้จากประวัติในอดีต โดยครั้งที่เราเสียมากที่สุด เราจะเรียกมันว่า Maximum loss เช่นมีคุณมีลำดับการเทรดดังภาพที่แนบมานะครับ
        ท่านจะเห็นที่ผมขีดเส้นสีแดงไว้นะครับ นั่นแหละ Maximum loss การเสียครั้งเดียว -400 ดูน่ากลัวใช่มั้ยครับ  :-[ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่แฝงในกราฟนี้ นั่นคือ Drawdown คุณคิดว่าช่วงที่คุณเสี่ยงที่สุดคือช่วงที่คุณ -400 หรือเปล่าครับ ถ้าใช่นั่นก็แสดงว่าคุณคิดผิดเข้าให้แล้ว และถ้าคุณสร้าง MM จากค่า -400 คุณก็อาจจะหมดตัวเอาได้ง่ายๆ ลองดูเส้นสีน้ำเงินที่ผมขีดให้ดูสิครับ จะเห็นได้ว่า แม้จะเสียน้อยๆ (แถมมีกำไรนิดๆ มาคั่นตลอดด้วย) แต่รวมๆ แล้ว รอบหลังเราเสียถึง -600 นั่นแหละครับคือ Maximum Drawdown
        ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่กำหนดว่าความเสี่ยงสูงที่สุดคือเท่าไหร่ ไม่ใช่ Maximum loss อย่างที่หลายๆ คนคิด ทำให้การเทรดผิดพลาดมาก เพราะคิดแต่ว่า "ฉันจะเสียได้เท่าไหร่ต่อการเทรด 1 ครั้ง" แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่กำหนดว่าระบบเทรดของเราจะรอดมั้ยนั่นคือ Maximum Drawdown ซึ่งหากระบบไหนวางแผนการเสียสูงสุดน้อยกว่า Maximum Drawdown แล้วล่ะก็ ระบบนั้นก็จะทำให้ท่าน หมดตูด อย่างแน่นอน
        สรุปคือ Drawdown คือช่วงการเทรดที่มีการเสียและมีการลดเงินทุนอย่างต่อเนื่อง (ถ้าเป็น Technical ก็คือลดลงเรื่อยๆ และทำ new high ไม่ได้ซะที 555+) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตอนไหนบ้าง ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดครับ ผมจะลองยกตัวอย่างซัก 2 แบบใหญ่ๆ แล้วกัน
  • กลุ่มที่เน้นเล่นระบบ Trend Following เช่นการใช้ MACD หรือ MA แบบต่างๆ maximum drawdown คือช่วง Sideway ครับ ซึ่งจะเข้าๆ ออกๆ บวกบ้างลบบ้าง แต่โดยมากจะลบซะมากกว่า สะสมเรื่อยๆ กลายเป็น drawdown
  • ส่วนกลุ่มที่เน้นเล่นระบบ Swing Trading เช่นใช้ Indicator ประเภทที่เป็น oscillator และให้สัญญาณเร็ว เช่น Stochastic และซื้อตาม OB/OS จะเสียหนักในตอนช่วงที่ตลาดกำลังมีเทรน และจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนด maximum drawdown ครับ

และต่อท้ายหน่อยแล้วกัน จากกราฟตัวอย่างที่ผมแสดง ทุกท่านคิดว่าเหมาะกับ MM ประเภทไหนครับ Constant Martingale หรือ Anti-martingale
ผมเฉลยเลยแล้วกัน ระบบนี้จริงๆ แล้วเลิกใช้ได้เลยจะดีมาก 555+ เพราะว่า Drawdown สูงมาก อาจจะทำให้หมดตัวเอาง่ายๆ ครับ
แต่ถ้าให้เลือกสักอัน ผมจะเลือก MM แบบ Constant Investing ครับ เพราะว่า Drawdown ที่สูงขนาดนี้คงไม่เหมาะกับระบบพวก Anti-martingale แน่นอน (และโดยเฉพาะระบบแบบ Matingale ด้วย???) ซึ่งการเพิ่มเงินทุนอย่างช้าๆ ไม่ทันใจของ Constant Investing ก็แลกกับความเสี่ยงในการรับ Drawdown ที่ดีขึ้นครับ  :D

โดยระบบเทรดทุกระบบเทรด จะให้ Maximum Drawdown มาคำนวณความเสี่ยงสูงสุด และใช้ในการเลือก Trading Plan ที่เหมาะสมครับ

แล้วก็อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะเป็น Maximum loss หรือ Maximum drawdown ก็เป็นข้อมูลในอดีตเช่นเดียวกับค่า Expectancy ซึ่งอนาคตการันตีไม่ได้ว่าจะไม่มีการเสียมากกว่านี้ในรอบหนึ่งๆ ดังนั้นค่าเหล่านี้ก็เป็นเพียงข้อมูลในอดีตที่ช่วยตัดสินใจเท่านั้นนะครับ และโดยทั่วไปแล้ว ระบบเทรดที่ดีมักจะวางยอดเงินที่เสียได้สูงสุดสูงกว่า Drawdown 2-3 เท่าก็ด้วยเหตุผลนี้ (แต่มีข้อมูลก็ยังดีกว่าไม่มีข้อมูลใช่ไหมล่ะครับ)  :)

จบเท่านี้ก่อนละกัน พรุ่งนี้ค่อยมาต่อเรื่อง Fixed Fractional MM ซึ่งเป็น MM ที่นิยมแนะนำกันโดยทั่วไป และมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของมันกันครับ

       ปล.ผมแนบไฟล์ xls มาด้วยนะครับ เผื่อท่านใดต้องการตกแต่ง และโพสต์ให้ผมใหม่ จะได้สวยขึ้น ^^

ข้อคิดข้อที่ 5 วัฏจักรการเทรดมีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ
1.ฝากเงินทุนเริ่มต้น >
2.เทรดจนกำไร หน้าชื่นตาบาน (มั่นใจในความรู้ ฝีมือการเทรด และระบบเทรด) >
3.เจอ Drawdown เสียเงินกว่าครึ่ง >
4.ท้อใจ ถอนเงิน หมดหวัง หมดความมั่นใจ และเลิกเล่น (ความเชื่อมั่นในความรู้หมดไป สิ้นหวังกับตลาด) >
5.ไปหาความรู้มาใหม่ ทำใจอยากเข้าตลาดอีกครั้ง

และก็จะวนกลับมาที่ 1.ฝากเงินทุนเริ่มต้น ซ้ำอีกเป็นรอบที่ 2 และรอบต่อๆ ไป ซึ่งเหตุผลที่คนกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทนกับวัฏจักรนี้ได้ไม่เกินสามสี่รอบ และเลิกเล่นกลางคัน การที่คุณผ่านวัฏจักรที่กล่าวมาได้รอบแล้วรอบเล่า นั่นหมายถึงความใกล้ประสบความสำเร็จของคุณนะครับ

ปล.2 เรื่องจริงของชีวิต ผมผ่านวัฏจักรนี้มาแล้วกว่าห้ารอบ ท้อใจมาแล้วรอบละเป็นปี แต่ผมก็ยังไม่หมดหวังครับ อยากให้เพื่อนๆ ท้อได้ แต่อย่าหมดหวัง ในขณะที่ความรู้และประสบการณ์การควบคุมตัวเองของเราดีขึ้น ซักวันด้วยสิ่งที่เราสะสมมาในแต่ละรอบ จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้แน่นอนครับ ^^

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:41:54 AM »
บทความนี้ยอดเยี่ยมครับ

แต่เสียดาย น่าจะมีตัวอย่างหน่อยนะครับ เพราะบางอย่างนึกไม่ออกจริงๆค๊าบ  ;D

        ขออภัยจริงๆ ครับ ที่จริงแล้วก็อยากจะใส่ให้ล่ะครับ แต่ว่าด้วยความที่ผมนึกๆ แล้วก้อเขียนๆๆๆ เลยไม่รู้จะหารูปอ้างอิงให้ได้จากที่ไหน และถ้าจะให้ทำเองก็คงเสียเวลามาก ผมเลยคิดว่าใส่เนื้อหาไว้ก่อนแล้วกันครับ ส่วนตัวอย่างถ้ามีเวลาก็จะทำเพิ่มเติมให้ หรือท่านใดที่อยากแสดงตัวอย่างของท่านเองก็สามารถร่วมเสนอตัวอย่าง หรือเนื้อหาได้นะครับ  :)

kingos

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:53:52 AM »
คนเริ่มเล่นทุกคนควรอ่านบทความนี้ก่อนครับ แนะนำให้ปักหมุดไว้เลยครับ ;)

super_spy

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 11:57:34 AM »
เทพองค์ใหม่จุติแล้ว!! ;D

ขอบคุณมากครับ


release

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 12:30:20 PM »
อยากจะรบกวนเจ้าของกระทู้ช่วยอัพไฟล์ excel Plan E ให้ทีได้ไหมครับ ?

เพราะเท่าที่ดูรูปแล้วยังงง ๆ ว่าต้องใช้สูตรคำนวณยังไงน่ะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 12:35:24 PM โดย lacktasid »

sanooks

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 13:09:42 PM »
อันสุดท้ายนี่วิธีต่างกะเคลลี่ป๊ะครับ

เท่าที่ดูวิธีสุดท้าย  ข้อเสียคือต้องคิดเลขตลอดเวลา  เพราะสถานะแปรผันกับขนาดพอร์ต
ส่วนวิธีดูค่าExpectancy  นั้นหาง่าย  ดูจากล็อกเทรด  ถ้าใครมีMt4  มันจะมีบอกตรงฮีลโตริเคล  ไรซักอย่างนี่แหละครับ

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 13:16:06 PM »
อยากจะรบกวนเจ้าของกระทู้ช่วยอัพไฟล์ excel Plan E ให้ทีได้ไหมครับ ?

เพราะเท่าที่ดูรูปแล้วยังงง ๆ ว่าต้องใช้สูตรคำนวณยังไงน่ะครับ

ผมจะบอกว่า จริงๆ แล้วรูปตัวอย่างที่แสดงนั้น ผมใช้การ key แบบ manual น่ะครับ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องเศษของ Lot ที่สั่งเทรดจริงไม่ได้
แต่เมื่อคุณขอมา ผมก็เลยแทรกสูตรให้ตามไฟล์ที่แนบนี้แล้วนะครับ แต่ว่าค่าที่ได้อาจจะคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย(เป็นผลจากเศษทศนิยม) เนื่องจากการใช้สูตร
และหากคุณยังไม่เข้าใจสูตรที่ผมใช้แล้วล่ะก็ ผมอยากให้รอติดตามตอนต่อไปพร้อมเพื่อนๆ เลยจะดีกว่าครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วนั้น PlanE นั้นยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Plan ที่ดีที่สุดนะครับ เพราะว่ามันยังขึ้นกับ Trading System ที่คุณใช้ และอีกอย่าง Plan นี้ยังไม่ได้ผ่านการ optimized ให้เข้ากับระบบเทรดของคุณ จึงอาจจะเกิดผลเสียได้ แต่จริงๆ แล้ว PlanE นั้นก็นับว่าปลอดภัยพอตัวแล้วล่ะครับ  ;)

ต้องขออภัยนิดหนึ่งสำหรับ PlanE ที่จริงๆ แล้ว Fixed Risk ที่ 6% นะครับ พอดีผมรีบไปหน่อย เลยคิด Loss ที่ 50pips แทนที่จะเป็น 30 pips ดังนั้นตารางที่แนบมา เลยเป็นที่ Risk 6% นะครับ  :-[
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 13:35:12 PM โดย lacktasid »

release

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 13:28:57 PM »
ต้องขออภัยนิดหนึ่งสำหรับ PlanE ที่จริงๆ แล้ว Fixed Risk ที่ 6% นะครับ พอดีผมรีบไปหน่อย เลยคิด Loss ที่ 50pips แทนที่จะเป็น 30pips ดังนั้นตารางที่แนบมา เลยเป็นที่ Risk 6% นะครับ  :-[

โอ้ว! ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่สูตรที่เป็นอยู่ก็หรูล่ะครับ  ;D

phdluki

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 13:55:47 PM »
อันสุดท้ายนี่วิธีต่างกะเคลลี่ป๊ะครับ

เท่าที่ดูวิธีสุดท้าย  ข้อเสียคือต้องคิดเลขตลอดเวลา  เพราะสถานะแปรผันกับขนาดพอร์ต
ส่วนวิธีดูค่าExpectancy  นั้นหาง่าย  ดูจากล็อกเทรด  ถ้าใครมีMt4  มันจะมีบอกตรงฮีลโตริเคล  ไรซักอย่างนี่แหละครับ

อันสุดท้ายนั้นเป็นเพียงแค่ Fixed Risk หรืออัตราส่วนการเสีย 1 ครั้งต่อจำนวนเงินทุนเท่านั้นครับ ต่างจากวิธีที่ใช้ Kelly Criterion ที่เป็นการ Optimized แบบหนึ่ง

จริงๆ แล้ว Kelly Criterion นี่ไม่ค่อยเหมาะกับการเทรดซักเท่าไหร่นะครับ แต่น่าจะเหมาะกับพวกการพนันมากกว่า เพราะมันเป็นการทำ Optimize ประเภทหนึ่งที่คิดถึงผลกำไรเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง
และสำหรับนักเทรดทั่วๆ ไป แม้กระทั่งมืออาชีพก็ยังไม่กล้าใช้ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ผมจะลองยกตัวอย่างให้ดูสักตัวอย่างแล้วกัน

เช่นระบบเทรดในกระทู้แรก ถ้าใช้ Kelly Criterion ช่วยในการคำนวณ เราจะได้ว่า
        f*=(bp-q)/b
อธิบายนิดหนึ่ง
        f* คือจำนวนเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ที่จะลงในแต่ละครั้ง
        b  คืออัตราส่วนระหว่างจุดที่ได้ กับจุดที่เสีย
        p  คือความน่าจะเป็นที่จะได้
        q  คือความน่าจะเป็นที่จะเสีย

เราจะแทนค่าระบบเช่นเดียวกับระบบที่ใช้ PlanE คือให้ b=50/30=1.66 p=0.70 และ q=0.30 ซึ่งจะได้ค่า
        f*=(1.66x0.7-0.3)/1.6
           = 0.54 หรือ 54% !!!

ผมว่าไม่มีท่านใดในบอร์ดนี้กล้าเทรดครั้งละ 54% หรอกใช้มั้ยครับ เพราะอะไรน่ะหรือ มีเหตุผลสำคัญ 4 ข้อครับ
1.จำนวน % ของเงินลงที่คิดจาก Optimized Profit จะมีค่าสูงจนคนเทรดอาจจะเกิดอาการณ์มือไม้สั่นได้ และไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวที่เน้นความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
2.ค่าที่ใช้คำนวน f* ล้วนเป็นค่าจากอดีต ซึ่งไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นเช่นนั้น
3.การเทรดที่ % สูงๆ อาจจะทำให้เวลาเสียครั้งหนึ่งท่านนั่งเครียดได้ ก้อเล่นเสียทีเงินหายครึ่งนึ่งนี่นา  :'(
4.กรณีที่เสียติดกันหลายๆ ครั้ง จะทำให้ทุนลดฮวบฮาบ (แบบ Exponential เช่นกัน) ซึ่งเกิดจากการที่สูตรนี้ Optimized Profit แต่ไม่ได้ Optimized Risk

แต่ผลกำไรสำหรับ Kelly Plan นั้นมากซะจนน่าตกใจ ดัง Plan $ ที่ผมแนบมาที่ใช้ Optimized Risk 54% ได้ผลดังตาราง
ผลที่ได้ก็ตามที่คาดไว้ คือยอดสุดท้ายสูงถึง 300000 เหรียญ หรือคิดเป็น 1000 เท่า ของระบบปกติ ทั้งนี้เนื่องมาจากการ optimal จาก maximum profit

ว่าแต่มีใครกล้าเล่นแบบนี้มั้ยครับ  :D เทรดเสียครั้งเดียวเสียเงินครึ่งนึง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 19:18:43 PM โดย tonmaibiya »

lacktasid

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 15:26:16 PM »
เยี่ยมครับ...  ส่วนใหญ่ผมจะเทรดที่ 30% ต่อ order ครับและบางครั้งก็จะสั่งเทรดที่ 80% เลยล่ะครับ... :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2009, 15:28:32 PM โดย lacktasid »

Tonson9

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2009, 15:29:06 PM »
บทความเยี่ยมเลยครับ  มารออ่านต่อ  :D

supunneek5

  • บุคคลทั่วไป
Re: การวางแผน Money Management
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2009, 03:27:30 AM »
เยี่ยมไปเลยกระทู้นี้     ;D